วีดีโอการผลิตชามตราไก่แบบโบราณ

วีดีโอการผลิตชามตราไก่แบบโบราณ ซึ่งหาชมได้ยากยิ่งในปัจจุบันนี้ อยากดูของจริงต้องมาที่ลำปางเท่านั้น

ความเป็นมาของชามตราไก่

ชามตราไก่

ประวัติชามตราไก่ หรือที่คนแต้จิ๋วเรียก “ โกยอั้ว ” และที่ปัจจุบันนิยมเรียก “ ชามตราไก่ ” นั้นมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ซึ่งในประเทศไทยเป็นที่นิยมใช้ใส่ข้าวต้ม โดยเฉพาะในหมู่คนจีนแต้จิ๋ว ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยความมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นจากรูปไก่สีแดง และลักษณะของชามที่เหมาะกับการใช้ตะเกียบพุ้ย ลักษณะของชามตราไก่ในยุคแรก เป็นชามทรง 8 เหลี่ยมเกือบกลม ปากบาน ข้างชามด้านนอกมีรอยบุบเล็กน้อย รับกับเหลี่ยมของชาม ขาเป็นเชิง ชุบเคลือบขี้เถ้า วาดลวดลายรูปไก่บนเคลือบด้วยมือ ขนคอและลําตัวเป็นสีแดง หางและขาเป็นสีดําเดินอยู่บนหญ้าสีเขียว มีดอกโบตั๋นสีชมพูออกม่วง ใบสีเขียวตัดเส้นด้วยสีดําอยู่ด้านซ้าย และมีต้นกล้วย 3 ใบสีเขียวตัดเส้นด้วยสีดําอยู่ด้านขวา นอกจากนั้นชามตราไก่บางใบยังมีนกบินห้อยหัวอยู่ฝั่งตรงข้ามกับไก่ และ มีดอกไม้และใบไม้เล็กๆ แต้มอยู่ก้นชามด้านในอีกด้วย ในยุคแรกๆนั้นชามตราไก่มี 4 ขนาด คือ ขนาดปากกว้าง 5 “ ( เสี่ยวเต้า ) 6 “ ( ตั่วเต้า ) 7 “ ( ยี่ไห้ ) และ 8 “ ( เต๋งไห้ ) ชามตราไก่ขนาด 5 – 6 “ ไว้ใช้ในบ้านและร้าน ข้าวต้มชั้นสูง ส่วนชามตราไก่ขนาด 7 – 8” เหมาะสําหรับเป็นชามให้หมู่กุลีที่ทํางานหนักใช้ เพราะรับประทานจุ วิธีการผลิตแบบโบราณเริ่มจากการผสมดินโดยย่ำด้วยเท้า และนวดด้วยมือ จากนั้นนําดินมาปั้นตบเป็นดินแผ่น แล้วจึงอัดดินลงแม่พิมพ์ปูนพลาสเตอร์ หมุนขึ้นรูปชามเป็นวงกลมด้วยมือ ปาดด้วยไก๊ (ไม้ปาดตัดเป็นรูปโค้ง) แล้วนํามาต่อขา ทิ้งชามที่ขึ้นรูปแล้วเสร็จไว้บนกระดานให้แห้งโดยธรรมชาติ นํามาชุบเคลือบที่ทําจากขี้เถ้าแกลบ ปูน หอย และ ดินขาว จากนั้นบรรจุลงจ๊อนําไปเรียงในเตามังกร เผาด้วยฟืนหรือไม้ไผ่ในความร้อนประมาณ 1300 องศาเซลเซียส ใช้ระยะเวลา 18-24 ชั่วโมง เมื่อเผาสุกดีแล้ว จึงนําชามมาเขียนสีบนเคลือบด้วยพู่กันเป็นลายไก่ ดอกไม้และต้นกล้วย แล้วเผาในเตาอบรูปกลม ภายในเป็นถังดินขนาดใหญ่ ด้วยความร้อนประมาณ 700 – 750 องศาเซลเซียส ด้วยฟืนประมาณ 5 – 6 ชั่วโมง รอจนอุณหภูมิเย็นลง จึงบรรจุใส่เข่งเพื่อส่งจําหน่าย

ความเป็นมาของชามตราไก่ ชามตราไก่มีต้นกําเนิดในประเทศจีนกว่า 100 ปีมาแล้ว โดยชาวจีนแคะ ต.กอปี อ.ไท้ปู มณฑลกวางตุ้ง และชาวจีนแต้จิ๋ว ที่ต.ปังโคย ซึ่งมีเขตติดต่อกันทางใต้ ชามตราไก่นอกจากใช้ในประเทศจีนแล้ว ยังส่งจําหน่ายแก่ชาวจีนโพ้นทะเลด้วย ดังนั้นส่วนหนึ่งจึงส่งมาจําหน่ายยังประเทศไทย ซึ่งมีชาวจีนโดยเฉพาะชาวแต้จิ๋วอาศัยอยู่เป็นจํานวนมาก

เนื่องจากในระยะก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังไม่มีผู้ผลิตชามตราไก่ในประเทศ ไทย และมีความต้องการใช้งานมาก พ่อค้าชาวจีนซึ่งอยู่แถว ถ.ทรงวาด ย่านตลาดเก่าในกรุงเทพ จึงสั่งนําเข้าชามตราไก่มาจากจีน ซึ่งในขณะนั้นมีราคาถูกมาก ต่อมาเกิดสงครามจีนและญี่ปุ่นขึ้น ทําให้ชามตราไก่ขาดตลาด ของที่นําเข้าไม่พอขาย และมีราคาสูงขึ้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2480 -2500 มีช่างชาวจีนย้ายถิ่นฐานเข้ามาในประเทศไทย ได้มีการก่อเตามังกร และทํา เครื่องปั้นดินเผา ซึ่งรวมถึงชามตราไก่ด้วย เพราะเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งได้แก่

1.โรงงานอุตสาหกรรมดินเผา สี่แยกราชเทวี ถ.เพชรบุรี กรุงเทพ

2.โรงงานบุญอยู่พาณิชย์ และ โรงงานศิลามิตร จังหวัดเชียงใหม่

3.โรงงานของ นายทวี ผลเจริญ ที่วงเวียนใหญ่ จังหวัดธนบุรี

ซึ่งชามตราไก่ในช่วงนั้นมีไม่มากนัก เนื่องจากยังขาดดินที่มีคุณภาพดี ช่างชาวจีนเหล่านี้ส่วนหนึ่งจึงได้มาตั้งโรงงานที่จ.ลําปาง หลังจากได้มีการพบดินขาวที่ อ.แจ้ห่ม ชามตราไก่ในจ.ลําปางเริ่มมีการผลิตขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2500 โดยชาวจีนเมืองไท้ปู 4 คน คือ

1.นายซิมหยู แซ่ฉิน (บริษัทธนบดีเซรามิคในปัจจุบัน)

2.นายซิวกิม แซ่กว๊อก (โรงงานกฎชาญเจริญในปัจจุบัน

3.นายเซี่ยะหยุย แซ่อื้อ (โรงงานไทยมิตรในปัจจุบัน))

4.นายซือเมน แซ่เทน (โรงงานเจริญเมืองในปัจจุบัน)

ได้ร่วมกันก่อตั้งโรงงาน เครื่องปั้นดินเผาแห่งแรกของลําปางภายใต้ชื่อ “โรงงานร่วมสามัคคี” ที่บ้านป่าขาม อ.เมือง จ.ลําปาง ผลิตชามตราไก่ขนาด 6” และ 7” และถ้วยยี่ไฮ้  3ปีถัดมาหุ้นส่วนต่าง ๆ ก็ได้แยกตัวออกไปเปิดโรงงานผลิตถ้วยชามเซรามิคเป็นของตนเอง ระหว่างปี พ.ศ. 2502 – 2505 กลุ่มชาวจีน ได้ทยอยกันมาตั้งโรงงานผลิตถ้วยชามที่จ.ลําปางมากยิ่งขึ้น ทําให้เป็นแหล่งผลิตชามตราไก่มากกว่าแหล่งอื่นๆ ในประเทศ จึงเป็นช่วงที่มีการผลิตชามตราไก่กันมากที่สุด และได้ราคาดี เนื่องจากไม่สามารถนําเข้าชามตราไก่จากประเทศจีนได้ ซึ่งในสมัยนั้น ชามตราไก่ขนาด 6 นิ้ว ที่คุณภาพดี ได้ราคาถึงใบละ 1.50 บาท วิธีการผลิตชามตราไก่ในลําปาง เมื่อเริ่มแรกนั้น อาศัยวัสดุอุปกรณ์ท้องถิ่นมาใช้ในการขึ้นรูป โดย หาล้อจักรยาน มาดัดแปลงเป็นแป้นหมุน มีแผ่นไม้ตัดเป็นรูปโค้งขนาดเหมาะมือจับ (เรียกว่า จิ๊กเกอร์มือ) ขว้างดินขาวลําปางที่ หมักเปียก ลงบนแม่พิมพ์ ซึ่งหมุนบนล้อจักรยาน แล้วใช้จิ๊กเกอร์ไม้กวาดแต่งเติมดินให้ ได้รูปทรงถ้วยกลมทีละใบ แล้วนํามาต่อขาของชาม โดยที่ชามตราไก่ในยุคแรก ๆ จะค่อนข้างหนา น้ำหนักมาก สําหรับการเคลือบ ใช้เคลือบขี้เถ้าแกลบ เอาไปตําบดในครกขนาดใหญ่ โดยใช้แรงงานคนเหยียบหลายๆ วันจนละเอียด แล้วนํามาร่อนตะแกรง ก่อนจะนํามาแช่น้ําในบ่อให้ตกตะกอน นําเอาส่วนที่ไม่ ตกตะกอนมาใช้ แล้วนําถ้วยชาม มาจุ่มเคลือบทั้งใบ วิธีการเผานั้น ใช้เตามังกรโบราณแบบในรูปด้านล่างนี้

เตามังกรโบราณ

เตามังกรโบราณ

โดยนําฟืนไม้ไผ่แห้งเป็นเชื้อเพลิง เตามีลักษณะยาว ประมาณ 15-20 เมตร ทําช่องใส่ฟืนเป็นระยะ ๆ ภายในก่อเป็นขั้นบันไดตามความยาวของเตา โดย นําถ้วยชามที่เคลือบเสร็จแล้ว มาบรรจุ ในจ๊อ(วัสดุที่ทนไฟ) แล้ว นํามาเรียงในเตาและเผาที่อุณหภูมิสูงประมาณ 1,250 – 1,300 องศาเซลเซียส นานประมาณ 24 ชั่วโมง ถ้วยชามที่เผาจึงสุกตัว พอดี ซึ่งสามารถสังเกตได้ด้วย ประสบการณ์พิเศษ โดยการสังเกตสีของเปลวไฟ และการชักตัวอย่าง เนื่องจากใน สมัยนั้นไม่มี เครื่องมือวัดอุณหภูมิในเตาเผา การวาดลายไก่บนชามเคลือบ ได้มีการฝึกคนงานในท้องถิ่นตวัดพู่กันจีน โดยให้คนวาด 2 – 3 คน วาดเป็น ส่วน ๆ ต่อเติมจนเต็มรูปแบบในแต่ละใบ แต่ละคนจะจับพู่กันทีละ 2 –3 ด้ามในเวลา เดียวกัน จากนั้นนํามาเผาในเตากลมอุณหภูมิประมาณ 750 องศาเซลเซียส ชามตราไก่ที่ผลิตได้ในรุ่นแรก ๆ มีไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด สาเหตุหนึ่งเพราะความ ยุ่งยากและ ความล่าช้าของขั้นตอนกรรมวิธีการผลิต การเปลี่ยนแปลงของชามตราไก่ ชามตราไก่เริ่มมีการ เปลี่ยนรูปแบบ เมื่อโรงงานต่างๆ หันมาลดต้นทุนในการผลิต เพื่อให้สามารถขายได้ ในราคาต่ําลง โดย เริ่มใช้เครื่องปั้น หรือ เครื่องจิ๊กเกอร์เข้ามาช่วยในการผลิต ชามตราไก่จึงมีลักษณะกลมไม่เป็นเหลี่ยม และ ต่อมาได้มีการทําแม่พิมพ์ให้มีขาชามในตัว เพื่อจะได้ไม่ต้องต่อขาชามภายหลัง ขาชามตราไก่รุ่นหลังจึงไม่ เป็นเชิง จะตรงลงมาในแนวดิ่ง ชามตราไก่เริ่มเปลี่ยนไปอย่างมาก เมื่อโรงงานเสถียรภาพที่อ้อมน้อย จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นโรงงานขนาดใหญ่ สร้างเตาอุโมงค์เผาด้วยน้ํามันเตาในปี พ.ศ. 2505 และ สามารถเผาถ้วยชามแบบเผาครั้งเดียวได้ ซึ่งรวมถึงการเผาถ้วยชามที่วาดสีใต้เคลือบในครั้งเดียวกัน โดยไม่ต้องอบสีในภายหลัง ลักษณะของชามตราไก่ที่ผลิตขึ้นในช่วงนี้ ลายไก่วาดด้วยสีเขียว หางสีน้ำเงิน ดอกไม้สีชมพู ลายวาดลดความละเอียดลง ทำให้ราคาขายถูกลง สามารถทําตลาดได้ดี เนื่องจากราคาถูก และลวดลายไม่ถลอกได้ง่าย จากนั้นราคาชามตราไก่ก็มีราคาถูกลงเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2506 โรงงานถ้วยชามเซรามิคเริ่มมาผลิตถ้วยชามรูปแบบอื่น ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะถ้วยชามแบบญี่ปุ่น ซึ่งเข้ามาแทนที่ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยขึ้น จ.ลําปางเป็นเพียงจังหวัดเดียวที่ยังผลิตชามตราไก่มาอย่าง ต่อเนื่อง แต่หาช่างฝีมือที่คงรูปแบบเดิมยาก อีกทั้งสีที่ใช้วาดมีราคาสูง ส่วนใหญ่จึงใช้สีวาดใต้เคลือบ เผาครั้งเดียวที่อุณหภูมิประมาณ 1260 องศาเซลเซียส การวาดลายไก่มีการเปลี่ยนมาใช้สีชมพู หางสีน้ําเงิน แซมใบไม้สีเขียวเข้ม และราคาขาย ชาม ไก่ขนาด 6 นิ้ว ในปี พ.ศ. 2516 มีราคาเพียงใบละ 40 สตางค์ เท่านั้น ทั้งยังมีการผลิตน้อยลงเรื่อย ๆ และการผลิต ด้วยสีบนเคลือบแบบดั้งเดิมเริ่มหายไปจากตลาด ชามตราไก่ในยุคปัจจุบัน เมื่อชามตราไก่ในยุค หลัง ๆ ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมาก และกลายเป็นสินค้าราคาถูก จึงเริ่มมีการสะสม และกว้าน ซื้อชามตราไก่ ในรุ่นแรก ๆ ซึ่งมีสีสันสวยงาม จนทําให้ชามตราไก่รุ่นแรก ๆ หายไปจากตลาด จนเริ่มมีบางโรงงานหันกลับมาผลิตชามตราไก่ให้คล้ายกับรุ่นแรก ๆ โดยขายในราคาที่สูงขึ้น

สมาคมเครื่องปั้นดินเผาลําปางเล็งเห็นถึงความสําคัญของชามตราไก่ ซึ่งเป็นเครื่องปั้นดินเผาในยุคแรกของลําปาง และยังคงมีผลิตอยู่แห่งเดียวในประเทศไทย เห็นสมควรที่จะรักษาไว้ จึงได้สร้างประติมากรรมรูปชามตราไก่ขนาดกว้าง 3.5 เมตร ไว้ที่แยกทางเข้าจังหวัดลําปาง ริมถ.ซุปเปอร์ไฮเวย์ เมื่อราวปี พ.ศ. 2542 ให้ผู้ผ่านไปมาได้รับรู้และเห็นความสําคัญของชามตราไก่ที่มีต่อจ.ลําปาง และเพื่อส่งเสริมให้ ประชาชนทั่วไปหันกลับมาใช้ ชามตราไก่มากยิ่งขึ้น ในช่วง ปี พ.ศ. 2544 มีโรงงานในจังหวัดลําปาง หันกลับมาผลิตชามตราไก่กันมากขึ้น ทั้งแบบ วาดใต้เคลือบ และวาดบนเคลือบแบบเก่า ตามความต้องการของตลาด ทั้งเผาด้วยเตามังกรโบราณโดยใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง และเผาด้วยเตาแก๊ส ชามตราไก่ที่ผลิตขึ้นในปัจจุบัน มีให้เลือกซื้อมากกว่า 10 ขนาด ตั้งแต่ 1 นิ้วไปจนถึง 8 นิ้ว และพัฒนารูปแบบไปหลากหลาย ประเภทตั้งแต่ จาน ชาม แก้วน้ำ ช้อน และของที่ระลึกต่าง ๆ เพื่อจําหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในจังหวัด และบางส่วน ยังสามารถส่งออกไปขายต่างประเทศได้อีกด้วย ชามตราไก่ถือเป็นต้นกําเนิดของเครื่องปั้นดินเผาจ.ลําปาง ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันมีการผลิตเซรามิกที่หลากหลายประเภท ตั้งแต่เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร กระเบื้อง สุขภัณฑ์ ของประดับของชําร่วย ลูกถ้วยไฟฟ้าตลอดจนลูกกรงเซรามิกและแม้ว่าปัจจุบันชามตราไก่จะไม่ใช่สินค้าที่มีมูลค่าหลัก ของเซรามิกส์จังหวัดลําปาง แต่ชามตราไก่ มีความหมายเป็นสัญลักษณ์ของเครื่องปั้นดินเผาจ.ลําปาง และจะอยู่ในความทรงจําของกลุ่มผู้ผลิตเซรามิกจ.ลําปางและของคนไทยตลอดไป